ภาคอีสาน » เที่ยวอุบลฯ ยลผาแต้ม แถมด้วยเก้าพันโบก

เที่ยวอุบลฯ ยลผาแต้ม แถมด้วยเก้าพันโบก

1386   0

อุบลราชธานี นั้นเป็นจังหวัดใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวก็เลยมากตามไปด้วย และสามารถเที่ยวชมได้ทุกฤดูกาล แต่ช่วงหน้าร้อนอย่างนี้จะมีที่ไหนน่าสนใจบ้างก็ขอเชิญติดตามชมกันต่อไปครับ

เจดีย์พุทธคยา วัดพระธาตุหนองบัว
ไปอุบลฯ ทริปนี้มีเวลาค่อนข้างจำกัด ไม่รวมเวลาในการเดินทางแล้วก็มีเวลาเที่ยวแค่ 2 วัน 1 คืน จึงต้องเร่งทำเวลาในการเที่ยวชมแต่ละที่กันนิดหน่อย เริ่มจากไปถึงอุบลฯ ตอนเช้าอย่าลืมลองลิ้มชิมอาหารขึ้นชื่ออย่างก๋วยจั๊บญวน ไข่กระทะ พร้อมด้วยหมูยอกินเล่นๆ เป็นการชาร์จแบตฯ เตรียมลุยกันสำหรับการเที่ยววันแรกขอประเดิมเริ่มทริปด้วยการเข้าวัดไหว้พระทำบุญขอพรกันก่อนนะครับ ที่วัดพระธาตุหนองบัว มีพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้จำลองแบบมาจาก เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย
วัดพระธาตุหนองบัว
ที่วัดพระธาตุหนองบัวนี้สวยงามทั้งพระธาตุ โบสถ์ และสถาปัตยกรรมอื่นๆ ภายในวัด สำหรับที่ตั้งของวัดก็อยู่ในตัวเมือง ไม่ไกลจากศาลากลางจังหวัดมากนัก

ศาลหลักเมือง จ.อุบลฯ
จากนั้นก็ไปไหว้ศาลหลักเมือง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุบลราชธานี แต่ด้วยเวลาจำกัดจึงไม่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ได้แค่ไหว้ศาลหลักเมืองเท่านั้นครับ

วัดศรีทอง วัดศรีอุบลรัตนาราม
ยังมีอีกวัดหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกันและมีความสำคัญมาก คือวัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ที่สร้างตามแบบโบสถ์ของวัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ

พระแก้วบุษราคัม
พระแก้วบุษราคัม (องค์เล็ก) สร้างโดยสืบเนื่องจากพระแก้วมรกตซึ่งใช้อัญมณีสีเขียวที่เรียกว่ามรกตสร้าง ส่วนพระแก้วบุษราคัมก็สร้างโดยอัญมณีสีเหลืองที่เรียกว่าบุษราคัมนั่นเอง

พระพุทธประทานพร
พระพุทธประทานพร ตั้งอยู่บริเวณวัดศรีอุบลรัตนาราม

แก่งสะพือ อุบลฯ
ต่อไปก็มุ่งหน้าไปชมสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติกันบ้าง เป้าหมายหลักของวันนี้อยู่ที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม แต่ระหว่างทางขอแวะแก่งสะพือ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอุบลฯ มาเนิ่นนาน

แก่งสะพือ
แก่งสะพือคือแก่งหินที่อยู่ในแม่น้ำมูล เขตอำเภอพิบูลมังสาหาร หน้าร้อนน้ำลดเห็นแก่งหินใหญ่น้อยเรียงรายละลานตา ริมแม่น้ำมีร้านค้าขายของที่ระลึกและสินค้าพื้นบ้านราคาไม่แพง

ป้ายวัดถ้ำคูหาสวรรค์
เข้าเขตอำเภอโขงเจียม ตรงข้ามโรงพยาบาลโขงเจียมมีวัดที่น่าสนใจจนต้องแวะก็คือวัดถ้ำคูหาสวรรค์ ซึ่งสร้างโดย “หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี”

หลวงพ่อคำคะนิง วัดถ้ำคูหาสวรรค์

หลวงปู่คำคะนิงเป็นชาวแขวงคำม่วน ราชอาณาจักรลาว เคยบวชเป็นฤๅษีอยู่ 15 ปี ได้รับความศรัทธาเลื่อมใสจากชาวบ้านมีชื่อเสียงโด่งดัง ต่อมาพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา เจ้ามหาชีวิตของลาวได้กราบมนัสการขอเป็นโยมอุปปัฏฐากจัดพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้ ภายหลังหลวงปู่คำคะนิงได้มาสร้างวัดถ้ำคูหาสวรรค์และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้จนละสังขาร ปัจจุบันร่างกายของหลวงปู่คำคะนิงก็ยังไม่เน่าเปื่อย

เจดีย์วัดถ้ำคูหาสวรรค์
พระธรรมเจดีย์ศรีไตรภูมิ วัดถ้ำคูหาสวรรค์

แผนที่ ผาแต้ม
และแล้วก็มาถึงเป้าหมายหลักในวันนี้กันละครับ คือที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ซึ่งมีจุดท่องเที่ยวเยอะแยะ อย่างช่วงหน้าฝนหน้าหนาวก็จะมีลานดอกไม้ มีน้ำตกสวยงาม แต่หน้าร้อนอย่างนี้ไม่มีให้ชมแล้ว แต่ก็ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายจุดครับ

เสาเฉลียง ลานหินแตก
อย่างเสาเฉลียง ซึ่งเป็นเสาหินอันเกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ และในบริเวณใกล้เคียงก็มีลานหินแตก ซึ่งดูเหมือนแผ่นดินแยก แต่จริงๆ แล้วเกิดจากกัดเซาะของน้ำและลม นับเป็นการสร้างสรรค์โดยธรรมชาติที่หาชมได้ยากทีเดียว

ทางเดินชมผาแต้ม
ภาพเขียนที่ผาแต้ม

ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์ ผาแต้ม

จากนั้นก็ได้เวลาไปชมภาพเขียนโบราณ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 ปี มีทั้งภาพคน ภาพสัตว์ ภาพเครื่องมือจับปลา รูปเรขาคณิต

จุดชมวิวถ้ำนางลี้ ผาแต้ม
จุดชมวิวถ้ำนางลี้มีความสวยงามและน่าหวาดเสียวพอสมควร จึงเป็นจุดที่ต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างพลาดไม่ได้

ดอกไม้แปลกๆ ผาแต้ม
ถ้ามาในช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ อย่าลืมชมดอกไม้สวยๆ ที่ขึ้นอยู่ทั่วไป อย่างพุดผา และต้นไม้ดอกสวยๆ ซึ่งไม่ค่อยคุ้นตานัก

ตะวันอ้อมโขง วิจิตรา
เที่ยวมาทั้งวันจนเย็น ก็ถึงเวลาพักผ่อนกันบ้าง ทริปนี้พักที่ วิจิตราแค็มปิ้งส์  ซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของย่านนี้ ตั้งอยู่ตรงหาดวิจิตราพอดีครับ หาดวิจิตราเป็นหาดทรายที่ดูคล้ายชายหาดตามทะเลต่างๆ แต่หาดวิจิตราอยู่ที่แม่น้ำโขงเท่านั้นเอง สำหรับสโลแกน “ตะวันอ้อมโขง” มีที่มาคือ ณ รีสอร์ตแห่งนี้ สามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นทางด้านซ้ายและสุดท้ายก็ชมพระอาทิตย์ตกได้ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ซึ่งเจ้าของรีสอร์ตบอกว่าหน้าหนาวจะสวยงามมาก แต่แม้จะได้มาชมช่วงหน้าร้อนก็ยังสวยงามไม่น้อย ที่สำคัญคือไม่ต้องเดินทางไกล ออกจากห้องพักไม่กี่เมตรก็สามารถชมได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตกแล้ว

ที่พัก อ.โขงเจียม
ห้องพักที่สามารถนั่งเล่นชมวิวแม่น้ำโขงได้อย่างสบายๆ จะสั่งอาหารมารับประทานอาหารหน้าห้องพักเลยก็ไม่มีปัญหา ยกมาให้ถึงที่ บริการดีเยี่ยมมากครับ

วิจิตราแคมป์ปิ้ง

รีสอร์ตใกล้ผาแต้ม

วิวจากหน้าห้องพัก มองเห็นภูเขาสัตตีฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน

รีสอร์ต โขงเจียม
บรรยากาศร่มรื่นของรีสอร์ต มีโต๊ะนั่งพักและไว้รับแขกที่พักรีสอร์ตอื่นแต่มารับประทานอาหารที่นี่

ชมตะวันตกดิน แม่น้ำโขง
ชมพระอาทิตย์ตกที่แม่น้ำโขง บริเวณหาดวิจิตรา หน้ารีสอร์ต

ชมพระอาทิตย์ขึ้น แม่น้ำโขง
ตอนเช้าตื่นมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เดิม แต่คนละฝั่ง ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่นี่จะมีฉากหน้าเป็นแม่น้ำโขง สวยและบรรยากาศดีมากครับ

หลังจากมื้อเช้าผ่านไปก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายหลักของวันนี้ คือที่เก้าพันโบก ต้องนั่งเรือไปชมกันครับ ซึ่งขึ้นเรือได้ที่หาดวิจิตรานี่เอง

แก่งหิน แม่น้ำโขง
แก่งหินกลางลำน้ำโขงบางจุดก็มีร่องรอยของชาวบ้านอาศัย สอบถามได้ความว่าเป็นชาวประมงที่ออกเรือมาจับปลาอย่างต่อเนื่อง ก็เลยกินนอนอยู่ตามกลางแม่น้ำเสียเลย ไม่ต้องเสียเวลากลับไปกลับมาระหว่างจุดที่ปลาชุมกับบ้าน

วังน้ำวน แม่น้ำโขง
หลายปีก่อนมีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ชื่อ “สามพันโบก” โด่งดังขึ้นมาในเวลาอันรวดเร็ว สามพันโบกอยู่ที่  อ.โพธิ์ไทร แต่ที่โขงเจียมก็มีการค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่คล้ายๆ กับสามพันโบกเช่นกัน โดยอยู่ห่างจากหาดวิจิตราไปประมาณ 6 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นของเก้าพันโบกอยู่ที่วังน้ำวน…

โบกแปลว่าแอ่งน้ำ ถ้าเป็นแอ่งน้ำทั่วไปก็คงไม่แปลก แต่นี่เป็นแอ่งน้ำที่อยู่บนแก่งหินกลางแม่น้ำโขง ในช่วงน้ำมากก็หมดสิทธิ์ชม ต้องรอจนน้ำลดแก่งหินโผล่ จึงจะได้ชมความงามอันน่ามหัศจรรย์นี้

แก่งหินแม่น้ำโขงกลางลำน้ำโขงจะมีแก่งหินซึ่งเป็นหินทรายมากมาย แต่บริเวณของเก้าพันโบกนั้นเริ่มจากแก่งหินตรงจุดที่เป็นวังน้ำวน มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ความกว้างราว 100-150 เมตร จากการสำรวจคร่าวๆ น่าจะมีแอ่งน้ำบนแก่งหินรวมเกินกว่าหมื่นแอ่ง แต่เพื่อให้จำง่ายๆ และตัวเลขสวยๆ จึงเอาแค่เก้าพัน และตั้งชื่อว่าเก้าพันโบก

โบก คือแอ่งน้ำ
แต่ละแอ่งอาจมีแอ่งเล็กๆ ซ้อนอยู่อีกที

เก้าพันโบก ภูช้างหมอบ
แอ่งใหญ่เป็นสระน้ำ รอบๆ ชาวบ้านปลูกข้าว เป็นวิวสวยที่ไม่น่าพลาดอีกจุดหนึ่ง ความสวยงามของเก้าพันโบกอีกอย่างก็คือฉากหลัง ซึ่งด้านฝั่งไทยได้ผาแต้มเป็นฉากหลัง ส่วนด้านฝั่งลาวก็มีภูช้างหมอบ ภูเขารูปช้างนอนหมอบเป็นฉากหลัง ในส่วนนี้น่าจะได้เปรียบสามพันโบกพอสมควร

แอ่งน้ำเก้าพันโบก
บางโบกหรือบางแอ่งลึกมาก

สะพานหินธรรมชาติ เก้าพันโบก
หินบริเวณนี้ถูกน้ำและทรายกัดเซาะจนกลายเป็นสะพานหินธรรมชาติ

เก้าพันโบก
แอ่งใหญ่ตรงนี้มีหินยื่นไปตรงกลางแอ่ง เหมือนเป็นแคตวอล์กยังไงยังงั้น อย่าลืมไปโพสท่าตรงแคตวอล์กนี้กันนะครับ

หินทะลุ ถ้ำเขมร เก้าพันโบก
อีกแห่งที่จะพลาดชมไม่ได้ หินทะลุเป็นรูใหญ่

เก้าพันโบก โขงเจียม
หินแต่ละก้อน โบกหรือแอ่งแต่ละแอ่ง มีความแตกต่างและน่าชมทั้งนั้น ยิ่งมาอยู่รวมกันเป็นอาณาเขตกว้างขวางแบบนี้ด้วยก็ยิ่งอลังการน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างยิ่ง

เขื่อนแม่น้ำโขง
ตัวอักษรที่เห็นคือจุดซึ่งทีมสำรวจจากโครงการสร้างเขื่อนที่ไทยกับลาวได้ตกลงจะสร้างร่วมกันทำเอาไว้ นั่นหมายถึงจะสร้างประตูกั้นน้ำตรงนี้ ถ้าสร้างจริงๆ ก็จะทำให้เก้าพันโบกจมอยู่ใต้น้ำ เพราะเขื่อนจะกักน้ำไว้เต็มตลอดปี รวมไปถึงสามพันโบกที่อยู่เหนือเขื่อนก็จะจมอยู่ใต้น้ำเช่นกัน นับเป็นเรื่องน่าเสียดายมากหากมีการสร้างเขื่อนตรงนี้จริงๆ ไม่รู้ว่าประโยชน์ที่จะได้กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างไหนมากกว่ากัน แต่ถ้าถามชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่กับลำน้ำโขงมาตั้งแต่เกิด เห็นและดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันมาอย่างนั้น คำตอบเป็นเช่นไรคิดว่าคงทราบกันดี…

หาดวิจิตรา โขงเจียม
อิ่มตาอิ่มใจกับการชมเก้าพันโบก ความงามที่ธรรมชาติสรรค์สร้างเสร็จแล้วก็เดินทางกลับที่พัก เรือมาส่งที่หาดวิจิตรา เดินขึ้นเนินไปหน่อยจึงจะถึงรีสอร์ตที่อยู่ด้านบน

น้ำส้ม เครื่องดื่มแก้ร้อน
หลานสาวตัวน้อยของเจ้าของรีสอร์ตนำน้ำส้มเย็นฉ่ำมาเสิร์ฟทันทีที่ไปถึง เป็นบริการที่น่าประทับใจสุดยอด ความเหนื่อยกับความร้อนคลายไปอย่างรวดเร็ว

ชุมชนบ้านท่าล้ง ไทยบรู
เวลาช่วงบ่ายยังพอมีเหลือ ก็เลยตระเวนไปชมวิถีชีวิตของชาวบ้านชุมชนท่าล้ง ซึ่งเป็นชาวไทยบรู (มีภาษาพูดเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน ภาษาบรูจะคล้ายภาษาส่วยอยู่บ้าง) ชาวไทยบรูเดิมอยู่ฝั่งลาว แต่ได้รับความเดือดร้อนสมัยฝรั่งเศสเก็บส่วย เลยอพยพมาอยู่ฝั่งไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2452 ปัจจุบันมีชาวบรูอาศัยอยู่ในชุมชนแห่งนี้ 71 ครัวเรือน ราว 300 กว่าคน ทำการเกษตร ประมงเหมือนชาวบ้านอื่น แต่มีอาชีพเสริมจากการจักสาน ซึ่งเป็นสินค้าโอทอประดับรางวัลเลยทีเดียว

รอยพระพุทธบาท วัดภูเขาวง
และที่ชาวพุทธไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนชุมชนบ้านท่าล้งก็คือการไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่วัดภูเขาวง รอยพระพุทธบาทอยู่ในโบสถ์ซึ่งยังไม่มีการสร้างมณฑปครอบ หรือมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก สามารถชมได้อย่างชัดเจน เห็นเป็นรอยเท้าขนาดใหญ่ ยาวราวศอกกว่าๆ ตรงกลางมีรอยคล้ายดอกบัว ซึ่งทางกรมศิลป์ได้มาพิสูจน์และยืนยันแล้วว่าเป็นรอยพระพุทธบาทของแท้ หลวงพ่อซึ่งเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระเพียงรูปเดียวที่จำพรรษา ณ วัดแห่งนี้ ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนโน้นมีพระรูปหนึ่งนั่งสมาธิแล้วเห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ก็เลยชวนชาวบ้านมาขุดดู และพบรอยพระพุทธบาทซึ่งปัจจุบันอยู่ในโบสถ์นั่นเอง

รอยพระพุทธบาท
แต่ที่น่าแปลกคือต่อมาได้มีการพบรอยพระพุทธบาทอีกรอยที่ก้อนหินในแม่น้ำโขงซึ่งอยู่ติดกับวัด และได้มีการสกัดหินนำรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำมาไว้ในโบสถ์ด้วย แต่น่าเสียดายที่เกิดการแตกหักระหว่างการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถเห็นรอยพระพุทธบาทได้ชัดเจนไม่ต่างจากรอยแรกนัก

ผ้าทอมือ อุบลฯ
ออกจากชุมชนบ้านท่าล้งก็แวะที่บ้านตามุยกันบ้าง ที่หมู่บ้านนี้มีผ้าทอมือสวยๆ จำหน่าย หาซื้อไปใช้หรือซื้อเป็นของฝากก็ไม่แพงครับ

แม่น้ำสองสี โขงเจียม
โขงเจียมยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่นแม่น้ำสองสี อันเกิดจากแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกัน และน้ำของแม่น้ำสองสายมีสีต่างกัน จึงเกิดเป็นภาพที่สวยแปลกตา  เป็นที่มาของคำว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม” แต่สำหรับหน้าร้อนน้ำน้อยอย่างนี้สีของน้ำจากสองแม่น้ำไม่ค่อยต่างกันนัก ถ้าจะให้ดีต้องมาชมช่วงน้ำเยอะๆ จะเหมาะกว่า

แก่งตะนะ
นอกจากนี้ยังมีสถานที่ยอดนิยมของอุบลฯ ตั้งแต่อดีตอีกแห่งหนึ่งก็คือ แก่งตะนะ แต่ดูสภาพจะโทรมไปหน่อย อีกทั้งเป็นช่วงที่ไม่ค่อยมีน้ำ จึงดูแห้งแล้งไม่น่าตื่นตาตื่นใจนัก ถ้ามีโอกาสคงได้กลับมาชมกันใหม่ในเวลาที่เหมาะสม  และรวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งยังมีอีกเยอะแยะ

เที่ยวอุบลฯ ยลแม่น้ำโขง เก้าพันโบก
ก็ขอจบทริปเที่ยวอุบลฯ ช่วงหน้าร้อนไว้เท่านี้ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าครับ