สถานที่น่าสนใจ » น้ำลดโบสถ์ผุด ที่สังขละบุรี

น้ำลดโบสถ์ผุด ที่สังขละบุรี

870   0

 

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากมาย ด้วยความที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก และมีผืนป่ากว้างใหญ่ มีภูเขา มีแม่น้ำ มีน้ำตก และมีสถานที่สำคัญอื่นๆ อีกหลายแห่ง สังขละบุรีซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของกาญจนบุรีก็มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่งเช่นกัน แต่การไปสังขละบุรีนั้น อาจต้องใช้เวลาเดินทางค่อนข้างนานพอสมควร เพราะเป็นอำเภอที่อยู่ติดชายแดนพม่า ต้องขึ้นเขา และถนนคดเคี้ยวในบางช่วง สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้น ลองมาติดตามชมกันเลยครับ

สังขละบุรี
ในส่วนของการเดินทางไปสังขละบุรีโดยรถปรจำทางนั้น มีรถทัวร์ไปจากกรุงเทพฯ เลย หรือจะไปต่อรถตู้ที่กาญฯ ก็ได้เช่นกัน สำหรับที่พักก็มีหลายแห่ง แต่ที่ไปพักคราวนี้ก็คือ “สามประสบรีสอร์ท”

สามประสบรีสอร์ต
สามประสบรีสอร์ทมีห้องพักให้เลือกหลายรูปแบบ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ส่วนรายละเอียดนั้นขอเชิญไปอ่านเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของเขาก็แล้วกันนะครับ

สามประสบรีสอร์ท
ห้องพักบางห้องจะมองเห็นสะพานมอญ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง ส่วนห้องที่ผมพักอยู่คนละด้าน จากระเบียงหลังห้องจะมองเห็นแม่น้ำเหมือนกัน แต่ไม่เห็นสะพานมอญ

 

สังขละบุรี
จากภาพแรกจะเห็นป้ายของรีสอร์ท ส่วนด้านขวาคือทางลงไปสะพานมอญ รถยนต์ผ่านไม่ได้นะครับ ได้แค่มอเตอร์ไซค์กับจักรยาน แต่ทางจะชันสักหน่อย เดินเอาสะดวกกว่าครับ

 

สังขละบุรี
ทางลาดชันแบบนี้ขาลงไม่ค่อยเหนื่อย แต่ขากลับเดินขึ้นเมื่อยขานิดนึงครับ ถ้าเมื่อยก็หยุดชมวิวข้างทางก่อนสักพัก ระยะทางราว 100 เมตรกว่าๆ ก็ถึงสะพานแล้ว

 

สังขละบุรี
ที่มองเห็นตรงปลายทางคือร้านขายของที่ระลึก และมีร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม อยู่ด้านขวา เลี้ยวขวาไปจะเจอสะพานมอญครับ

 

สังขละบุรี
แวะอ่านป้ายประวัติของสะพานกันก่อน สะพานมอญนี้มีชื่อเต็มว่า “สะพานอุตตมานุสรณ์” ชาวบ้านเรียกสะพานมอญ หรือสะพานไม้มอญ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย หลวงพ่ออุตตมะเป็นผู้ริเริ่มก่อสร้าง โดยใช้แรงงานคนทั้งหมด สำหรับความยาวของสะพานมอญ จากคำบอกเล่าของไกด์ท้องถิ่นก็คือ 420 เมตร…

 

สังขละบุรี
ส่วนมากจะไปชมสะพานมอญกันในเวลาเช้าตรู่ ซึ่งจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น ก่อนจะไปตักบาตรกันที่อีกฝั่งของสะพาน

 

สังขละบุรี
ด้านล่างมีเรือนแพซึ่งรองรับนักท่องเที่ยวที่ไปพักค้างคืนแบบหมู่คณะ และมีเรือบริการพาไปชมเมืองบาดาลด้วย

 

สังขละบุรี
ไกด์เยาวชนซึ่งคอยบริการนักท่องเที่ยวบอกว่าสะพานมอญนี้สมัยแรกๆ ให้รถวิ่งข้ามได้ แต่เดี๋ยวนี้ห้ามรถวิ่งแล้วครับ ต้องเดินข้ามเท่านั้น

 

สังขละบุรี
สะพานมอญกำลังซ่อมแซม ภาพนี้เป็นส่วนที่ซ่อมแซมแล้ว ส่วนภาพบนโน้นยังเป็นไม้เก่าที่รอการซ่อม

 

สังขละบุรี
สัญลักษณ์เด่นของสะพานมอญนอกจากเรื่องความยาวแล้วก็คงเป็นไม้ค้ำด้านล่าง แม้จะมีการซ่อมสะพานแล้ว แต่ไม้ค้ำด้านล่างยังคงอยู่ ถือเป็นเสน่ห์ที่หาชมได้ยากจากที่อื่น ภาพสะพานที่เห็นนี้ถ่ายเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2553 แม้กำลังซ่อมแซม แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินข้ามแต่อย่างใด

 

สังขละบุรี
เรือนแพกับ… เรียกไม่ถูกครับ น่าจะเป็นแพพืชผักอะไรสักอย่าง

 

สังขละบุรี
ผู้หญิงชาวมอญมักทูนของไว้บนหัว แถมเดินแคล่วคล่องว่องไวซะด้วย

สังขละบุรี
เอาละครับ มาเที่ยวแล้วก็ทำบุญกันบ้าง ทุกเช้าจะมีพระจากวัดวังก์วิเวการาม หรือวัดหลวงพ่ออุตตมะ มาบิณทบาต ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวก็จะไปรอใส่บาตรกันเป็นแถวยาวทีเดียว ส่วนของใส่บาตรจะซื้อหาไปเองหรือไปซื้อแถวนั้นก็ได้ เขาจัดไว้เป็นชุดๆ

 

สังขละบุรี
ด้านฝั่งนี้เป็นหมู่บ้านคนไทยเชื้อสายมอญ ตอนเช้าๆ มีชาวบ้านมารอตักบาตรเยอะพอสมควร ส่วนนักท่องเที่ยวก็มาร่วมตักบาตรกับถ่ายรูปกันเพียบเช่นกัน

 

สังขละบุรี
ระหว่างรอใส่บาตร ผู้หญิงชาวมอญจะนั่งพับเพียบรออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และจะมีผ้าพาดบ่ากันทุกคน ถ้าคนไหนมีผ้าพาดบ่าก็มั่นใจได้ว่าเป็นชาวบ้าน ถ้าคนไหนมีกล้องพาดบ่าก็นักท่องเที่ยวแหละครับ

 

สังขละบุรี
ทำบุญตักบาตรสบายอกสบายใจกันแล้วก็เดินชอปปิ้งหาซื้อของที่ระลึกกันที่ฝั่งโน้นสักพัก แล้วค่อยกลับมาฝั่งนี้ ซึ่งยังมีสะพานเหล็กอยู่ใกล้ๆ สะพานนี้ อบต. เป็นผู้สร้าง เดินชมวิวแม่น้ำ หรือจะถ่ายรูปมีแบ็กกราวน์เป็นสะพานไม้ก็ตามสะดวกครับ

 

สังขละบุรี
ห้องพักที่ทำเลดีมากๆ เพราะอยู่ใกล้สะพานเหล็ก และมองเห็นสะพานไม้ได้ชัดเจน แต่คงต้องจองล่วงหน้านานหน่อยละครับ

 

สังขละบุรี
จากบนสะพานไม้จะมองเห็นอาคารที่มีหลังคารูปทรงสง่างามอยู่ไกลลิบ ตอนแรกนึกว่าเป็นที่พักหรือรีสอร์ตอะไรสักแห่ง แต่น้องๆ ที่เป็นไกด์บอกว่ามันคือศาลาจุดชมวิว
อยู่ระหว่างทางไปวัดวังก์วิเวการามนั่นเอง

สังขละบุรี
ชมวิวสูดอากาศเหนือแม่น้ำกันจนพอใจแล้วจากนั้นค่อยเดินกลับที่พัก ซึ่งมีอาหารเช้ารออยู่แล้ว เลือกทานได้ตามใจชอบครับ ทั้งชา กาแฟ ปาท่องโก๋ ข้าวต้มหมู

สังขละบุรี
สายๆ เราจะไปเที่ยวเมืองบาดาลกันครับ เดินมาที่เชิงสะพานไม้ จะมีเรือคอยบริการอยู่หลายเจ้า ด้านล่างนี้ทำให้เห็นถึงความสูงของสะพานไม้ได้ชัด เห็นสูงๆ อย่างนี้เชื่อมั้ยครับว่าเคยมีบางปีที่น้ำสูงถึงพื้นสะพาน! แต่ปีหลังๆ น้ำในเขื่อนน้อยลง เลยทำให้ระดับน้ำไม่สูงมากอย่างนั้นอีกแล้ว โดยเฉพาะปีนี้น้ำน้อยมากจนผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวเดือดร้อน

 

สังขละบุรี
เช่าเรือได้แล้วเราก็มุ่งหน้าไปเมืองบาดาลกันเลยครับ บนเรือมีเสื้อชูชีพให้นักท่องเที่ยวได้ใส่ ปลอดภัยแน่นอนครับ

 

สังขละบุรี
จากบนเรือ มองเห็นเจดีย์พุทธคยา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งอันไม่ควรพลาดชมอย่างยิ่ง

 

สังขละบุรี
นั่งเรือไม่กี่นาทีก็มาถึงเมืองบาดาล ซึ่งเดิมก็คือวัดวังก์วิเวการามนั่นเอง แต่เมื่อมีการสร้างเขื่อนเขาแหลม วัดก็เลยต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ส่วนที่เดิมจมอยู่ใต้เขื่อน ทั้งโบสถ์ และศาสนสถานต่างๆ มีเพียงเจย์ดีเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ แต่ในช่วงหน้าแล้ง น้ำแห้งจนโบสถ์โผล่ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นจากเรือไปเดินชมวัดเก่าได้เลย

 

สังขละบุรี
ถ้าเป็นหน้าฝน น้ำท่วมจนมิด ถ้าจะชมก็ต้องนั่งเรือชมอย่างเดียวเท่านั้น

 

สังขละบุรี
สิ่งก่อสร้างต่างๆ ยังคงสภาพพอให้เดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่อีกหลายๆ ปีข้างหน้าอาจไม่เหลือแบบนี้แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสต้องรีบไปดูนะครับ

 

สังขละบุรี
บริเวณแถวๆ นี้เขาเรียกกันว่าสามประสบ เนื่องจากมีแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน แม่น้ำ 3 สายที่ว่าประกอบด้วย แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี

 

สังขละบุรี
เมืองบาดาลนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยกให้เป็น “อันซีนไทยแลนด์” ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวมาชมกันไม่ขาดสาย…

 

สังขละบุรี
ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การมาชมเมืองบาดาลก็ควรเป็นช่วงปลายหน้าหนาว จนถึงหน้าร้อน เพื่อจะได้เดินชมบริเวณวัดเก่าได้อย่างสะดวก

 

สังขละบุรี
ยามน้ำลดเดินชมด้านนอกแล้วเข้าไปชมด้านในโบสถ์ด้วยก็ได้ แต่ถ้าน้ำท่วมอยู่ก็ต้องนั่งเรือวนชมรอบโบสถ์อย่างเดียวเท่านั้น

สังขละบุรี
เวลาไปชม ระวังสิ่งปรักหักพังทั้งหลายกันสักนิดนะครับ อย่าไปเหยียบย่ำทำลาย หรือหยิบฉวยอะไรเป็นอันขาด

 

สังขละบุรี
เจดีย์ด้านบนที่โผล่พ้นน้ำ สภาพเลยยังใหม่ไม่ทรุดโทรม ชมวัดเดิมแล้วเดี๋ยวไปชมวัดใหม่กันบ้างนะครับ

 

สังขละบุรี
นั่งเรือกลับมาขึ้นฝั่งที่เดิม อดที่จะถ่ายรูปสะพานไม้อีกไม่ได้ ตรงมุมนี้จะเห็นไม้ค้ำสะพานจำนวนมากอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีที่ไหนเหมือน

สังขละบุรี
ระหว่างรอขึ้นรถที่หน้าที่พักเพื่อไปเที่ยวที่อื่นต่อ เห็นกิ้งก่าตัวนี้แล้วตื่นเต้นมากๆ เพราะไม่เคยเจอกิ้งก่าที่สีสวยสดใสแบบนี้มาก่อน ป้าเจ้าของสามประสบรีสอร์ทบอกว่ามันเป็นของมันเองตามธรรมชาติ

 

สังขละบุรี
ที่ต่อไปที่จะไปชมก็คือเจดีย์พุทธคยาครับ ไปโดยใช้บริการรถสองแถว ก่อนถึงเจดีย์ก็เจอต้นไม้ที่มีไม้ค้ำด้วย ซึ่งก็คงเป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของชาวมอญ

 

สังขละบุรี
ถึงแล้วครับ เจดีย์พุทธคยา ใหญ่โตอลังการมาก เจดีย์นี้หลวงพ่ออุตมะสร้างขึ้นโดยจำลองจากองค์จริงที่อินเดีย

 

สังขละบุรี
ขึ้นไปถ่ายรูปด้านบน แดดหน้าร้อนร้อนขนาดไหนคงไม่ต้องบอก ต้องถอดรองเท้าเดินด้วยเลยทำให้อยู่นานไม่ได้

 

สังขละบุรี
บริเวณด้านข้างๆ มีร้านค้าขายของที่ระลึกเรียงรายจำนวนมาก แต่สินค้าส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน และส่วนมากจะเป็นสินค้าที่ทำจากไม้

 

สังขละบุรี
จากเจดีย์พุทธคยาก็ไปวัดวังก์วิเวการามต่อครับ อยู่ห่างมาไม่ไกลมากนัก นี่คือวัดที่หลวงพ่ออุตตมะสร้างขึ้นใหม่หลังจากที่เดิมต้องปล่อยให้จมอยู่ใต้น้ำ

สังขละบุรี
มาแล้วก็เข้าไปไหว้หุ่นจำลองของหลวงพ่ออุตตมะที่ด้านในปราสาทหลวงพ่ออุตตมะเพื่อเป็นสิริมงคลด้วยนะครับ

 

สังขละบุรี
ไหว้พระแล้วก็มุ่งหน้าไปที่อื่นต่อ ระหว่างทางสังเกตเห็นบ้านของพี่น้องไทยเชื้อสายมอญ จะมีหน้าต่างที่ยื่นออกมา ซึ่งคงเกี่ยวกับความเชื่อบางอย่าง (ค้นข้อมูลเจอในเว็บพันทิป มีคนบอกว่าเกี่ยวกับการบูชาผีมอญ)

 

สังขละบุรี
เที่ยวหลายที่แล้ว พักกินข้าวเที่ยงเอาตอนบ่าย คนขับรถสองแถวแนะนำร้านอาหารแถวห้วยซองกาเลีย ซึ่งมีอยู่หลายร้าน เขาจะสร้างเป็นเพิงเล็กๆ ให้นั่งกินข้าวริมแม่น้ำ บรรยากาศดีมากครับ น้ำใสมาก เด็กๆ ลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ส่วนอาหารก็อร่อยใช้ได้ เห็นว่าร้านแถวนี้เปิดเฉพาะช่วงหน้าแล้งน้ำลดเท่านั้น หน้าฝนน้ำเยอะๆ นี่น้ำท่วมร้านมิดครับ อยู่ไม่ได้

สังขละบุรี
อิ่มแล้วก็ไปเที่ยวกันต่อครับ ด่านเจดีย์สามองค์คือเป้าหมายต่อไป ด่านเจดีย์สามองค์นี้เมื่อก่อนเปิดด่านให้คนไทยข้ามไปซื้อของฝั่งโน้นได้ เดี๋ยวนี้เขาปิดด่านแล้ว แต่ยังมีของขายอยู่ที่ฝั่งนี้

 

สังขละบุรี
ร้านส่วนใหญ่ก็ขายสินค้าที่ทำจากไม้ เครื่องประดับเงิน ผ้า และสินค้าพม่าอีกหลายอย่าง ราคาไม่แพง แต่ต้องต่อเก่งๆ หน่อยครับ

 

สังขละบุรี
เฟอร์นิเจอร์ไม้ชิ้นใหญ่มากๆ ก็มี หลายๆ ชิ้นลวดลายสวยงามดีทีเดียว

 

สังขละบุรี
ชายแดนอย่างนี้ต้องมีป้ายเอาไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกแบบนี้ละครับ

 

สังขละบุรี
เสาธงหรูหราใหม่เอี่ยมตรงด่านเจดีย์สามองค์นี้ที่ป้ายบอกว่ามอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ระบุวันที่ 2 พ.ค. 2553 ซึ่งเป็นวันที่ผมไปนั่นเอง บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ไม่กว้างมากนัก แต่ก็มีร้านค้าหลายร้าน ทำให้หมดเวลาตรงนี้นานพอควร

สังขละบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวที่สังขละบุรียังมีอีกหลายที่ แล้วแต่ว่าจะมีเวลาเที่ยวมากน้อยแค่ไหน หรือจะไปที่อำเภออื่นต่อก็มีที่เที่ยวอีกเยอะ ส่วนที่ตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรีก็มีสะพานข้ามแม่น้ำแควที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

 

สังขละบุรี
อีกแห่งก็คือสุสานทหารพันธมิตร (สุสานสงครามกาญจนบุรี) อันเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากนี้จะไปล่องแพ เที่ยวน้ำตก ก็ยังมีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจ

ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ก็ขอให้เที่ยวกันอย่างสบายใจนะครับ เป็นการเติมพลังให้กับตัวเอง หลังจากนั้นค่อยกลับไปลุยงานต่อ ไว้มีโอกาส โห่ฮิ้ว.คอม จะนำข้อมูลการท่องเที่ยวที่อื่นๆ มาฝากกันใหม่ สำหรับทริปนี้ขอลาไปก่อนครับ